รู้จักกับ InsurTech ประกันภัยยุค 5G​

สิ่งหนึ่งที่บริษัทใหญ่ๆทำไม่ได้คือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองตลาดเล็ก ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งไม่ยืดหยุ่น บริษัทประกันภัยในไทย มีแค่ผลิตภัณฑ์ไม่กี่หมวด เช่น ประกันภัยสูงวัย ประกันออมทรัพย์ ประกันสุขภาพเด็ก แล้วแต่ละเจ้าก็แข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างผลิตภัณฑ์เหล่านี้  จริงแล้วๆมีโอกาสอีกมากมายในธุรกิจประกัน โดยเฉพาะกลุ่ม Niche Market เช่น ประกันภัยสุนัขสายพันธุ์ที่ต้องเดินทางประกวด ประกันภัยจักรยานคันโปรด ประกันภัยรองเท้ารุ่น Limited ประกันภัยกล่องเสียงสำหรับนักร้อง ประกันภัยในกลุ่ม Niche นี้ ตลาดเล็กกว่าที่รายใหญ่จะลงมาเล่น แต่ใหญ่พอที่จะทำให้ Startup ทำกำไร ธุรกิจ InsurTech กำลังมาแรงมากในต่างประเทศ และปีหน้าเราจะเริ่มเห็น InsurTech ในไทยกันบ้าง มาดูกันว่าอะไรที่ทำให้ InsurTech เป็นธุรกิจที่น่าสนใจและมีโอกาสทำกำไรได้มาก ประกันได้ทุกอย่างบนโลกธุรกิจ InsurTech เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการซื้อข้อมูลสูงมาก และข้อมูลระดับ Big Data นี้ทำให้ InsurTech สามารถประเมินความเสี่ยงของทุกอย่างบนโลกได้ เช่นการคำนวนความเสี่ยงที่สุนัขจะได้รับอุบัติเหตุในการเดินทาง พร้อมทั้งคำนวณค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น InsurTechs สามารถรับประกันในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ ถึงแม้ว่า Demand ของประกันบางประเภทจะมีลูกค้าคนนั้นเพียงคนเดียว Big Data Analytic ก็สามารถคำนวณเบี้ยประกันได้ Personalised Insuranceทำไมสุขภาพไม่เหมือนกัน ถึงต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่ากัน? ความจริงคือบริษัทประกันขนาดใหญ่พยายามใส่ลูกค้าหลายคนลงในโปรแกรมที่ตัวเองตั้งไว้ เพื่อความง่ายในการบริหารจัดการ แต่สิ่งที่ลูกค้ามองหาคือประกันภัยที่ออกแบบด้วยหลักการ Customer Centric เช่น อีก 5 ปี ลูกค้าต้องการเงินก้อนไปดาวน์คอนโด ประกันแบบ InsurTech ก็สามารถออกแบบให้ได้ ในขณะที่บริษัทประกันทั่วไปมักระดมทุนก้อนใหญ่ ไปลงทุนในอะไรใหญ่ๆ ที่สามารถคำนวณผลตอบแทนและเวลาได้เงินคืนที่แน่นอน เพื่อนำมาคืนลูกค้าตามเวลาที่บริษัทออกแบบไว้ InsurTech ต่างออกไปตรงที่สามารถจัดการรายรับรายจ่ายขนาดย่อยด้วย Data Analytic และ A.I. เพื่อนำเงินก้อนเล็กๆไปรวมกับก้อนใหญ่ อาจจะเป็นการรวมกับกองทุนอื่น บริษัทประกันอื่น หรือที่เรียกว่าการ Consolidate ในวงการประกัน การ Consolidate นี่เองที่เป็นปัจจัยในความสำเร็จของ InsurTech ต้นทุนบุคคลากรน้อยเพราะเป็นธุรกิจที่ตลาดเล็ก และลูกค้าเป็น Gen Millenial และ Gen Z ที่มีความรู้ ความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว ธุรกิจ InsurTech จึงทำงานคล้ายๆกับคลินิก คือมี Financial Data Scientist เปรียบเหมือนแพทย์เจ้าของคลินิก ที่เหลือก็เป็น Programmer ที่ทำหน้าที่เป็นพยาบาลและหัตถการ ไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนประกันภัย ไม่จำเป็นต้องมีสาขามากมาย เพราะลูกค้ามักจะหา InsurTech จากอินเทอร์เน็ต ส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ชำระเงินทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้น InsurTech ต้องใส่ใจใน UX และ UI มาก เพื่อลดต้นทุนด้านบุคลากรที่จะต้องมาคุยกับลูกค้า   ที่มาhttps://disruptionhub.com/insurance-insuretech-guy-farley-int/​

4 ไอเดียธุรกิจ Green Tech​

ธุรกิจ Green Tech หรือการใช้เทคโนโลยีในการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของโลก เพราะมนุษย์เริ่มเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เห็นผลกระทบของพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น ทั้งภาวะโลกร้อน ภาวะแล้ง การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า และอื่นๆ วันนี้เรานำไอเดียของธุรกิจ Green Tech ที่น่าสนใจมาฝาก 4 ตัวอย่างจากทั่วโลก ไปดูกันเลยค่ะ กระจกผลิตไฟฟ้าถึงแม้ว่า Solar Cell จะสามารถทำให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง แต่การใช้งานค่อนข้างมีจำกัด และรูปหลักไม่สวยงาม ทำให้ยังไม่ถูกใช้แพร่หลาย แต่ในปี 2019 นี้มีเทคโนโลยีใหม่คือ Photovoltaic Glass หรือกระจกใสที่สามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และยังสวยงามเหมือนกระจกตกแต่ง ในแถบยุโรปเริ่มมีบริษัท Green Tech ที่ขาย Photovoltaic Glass มากขึ้นแล้ว ในเอเชียคงเริ่มฮิตเร็วๆนี้  (อ้างอิง: http://www.polysolar.co.uk/ ) ขยะพลาสติกสร้างถนนหลายๆคนคงได้ยินข่าวว่าขยะพลาสติกสามารถนำมาอัดเป็นก้อนเพื่อถมถนนได้ นอกจากจะช่วยลดขยะพลาสติกแล้ว ยังมีโอกาสทางธุรกิจด้วย อย่างเช่นบริษัท MacRebur ในสก็อตแลนด์ที่นำขยะพลาสติกมาแปรรูปเป็นสารเหลวที่ใช้ในการสร้างถนน ทุกหนึ่งกิโลเมตรของถนนคือขวดน้ำ 6 แสนขวด หรือถุงพลาสติก 1.8 ล้านถุง บริษัทนี้มีลูกค้าหลักคือหน่วยงานโยธาของภาครัฐทั่วโลก เพราะวัสดุทำถนนจากพลาสติกมีราคาถูกกว่ายางมะตอย แต่คุณสมบัติทดแทนยางมะตอยได้ (อ้างอิง: https://www.macrebur.com/ ) Recycle Solution สำหรับโรงงานห่วงโซ่การผลิตของโรงงานเป็นเส้นตรง คือซื้อวัตถุดิบ ผลิต แล้วก็ขายออกไป ขายไม่ได้ก็เป็นขยะโดยเฉพาะโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีทั้งสินค้าไม่ผ่าน QC สินค้าค้างสต็อก สินค้าตกรุ่น บริษัท Green Tech แห่งหนึ่งในอเมริกามองเห็นโอกาสในการทำเงินพร้อมๆไปกับการลดขยะ ด้วยการเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตให้เป็นวงกลม ด้วยการใช้เทคโนโลยีแปรรูปส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กลับไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้น เช่น การใช้เทคโนโลยีแยกสีออกจากโลหะ เพื่อให้นำโลหะกลับไปใช้ได้ ปัจจุบันลูกค้าของบริษัท Green Tech นี้คือ GE, Whirlpool รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าอย่าง Home Depot (คล้ายๆ Home Pro ในบ้านเรา) (อ้างอิง: http://www.recleim.com/ ) เครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานขยะ ในงาน UK Innovative Summit นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษชื่อว่า Nik Spencer ได้โชว์เครื่องซักผ้าที่ใช้พลังงานความร้อนจากขยะพลาสติกและกระดาษ พลังงานความร้อนนี้ได้จากเตาไร้ควันที่ใช้ขยะในบ้านเป็นเชื่อเพลิง ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าของ Nik Spencer ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่เขาวางแผนจะทำการตลาดในปี 2020 และจะเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆภายในบ้าน ที่สามารถกำจัดขยะได้ (อ้างอิง: https://www.myheru.com/ )  ​

ไอเดียการใช้เทคโนโลยีจัดการ Food Waste​

หนึ่งในองค์กรที่ได้รางวัล Disrupter แห่งปี 2019 คือองค์กรที่คิด Solution ในการลด Foodwaste สะท้อนให้เห็นว่าคนทั่วไปเริ่มเห็นความสำคัญของภาวะขาดแคลนอาหารมากขึ้น  ⅓ ของวัตถุดิบนั้นถูกทิ้งในการทำอาหาร หรือที่เรียกว่า Food Waste อย่างคุณเองก็เคยทิ้งเปลือกไข่ เปลือกผลไม้ เศษผักที่ไม่ได้ใช้ กับข้าวที่ทานไม่หมด ซึ่งกระบวนการกำจัด Food Waste สร้างก๊าซคาร์บอนและใช้ทรัพยากรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด น้ำมัน แรงงานที่น่าจะไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ จะดีกว่ามั้ยถ้าเราหาคนที่ใช้ประโยชน์จาก Food Waste ของคุณได้ แอพลิเคชั่น OLIO ผู้ได้รับรางวัล Disrupter จาก Disruption Hub เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้ผลิต Foodwaste กับคนที่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ เช่น สปาเกตตี้ที่ทำเยอะเกินไป กับข้าวที่เรากินไม่ทัน กากกาแฟ เปลือกผลไม้ ขนมปังขึ้นรา อาหารกระป๋องที่กำลังจะหมดอายุ ของเหล่านี้อาจจะเป็นที่ต้องการสำหรับคนอื่นอย่างไม่น่าเชื่อ OLIO ประสบความสำเร็จมาก มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นกว่าหนึ่งล้านคนจาก 49 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันบริการเริ่มขยายไปยังขยะชนิดอื่นที่ไม่ใช่ Food Waste OLIO ทำงานง่ายมาก แค่คุณโพสท์รูปอาหารที่กำลังจะทิ้ง เช่น กะทิกล่องที่จะบูดพรุ่งนี้ แล้วผู้ใช้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับการแจ้งเตือน และหากต้องการอาหารนั้นก็ติดต่อผ่านแอพเพื่อไปรับอาหาร จากสถิติของ OLIO 50% ของอาหารจะมีคนมารับภายใน 2 ชั่วโมง และสามารถลดการทิ้งอาหารได้แล้ว 1.2 ล้านครั้งใน 4 ปีถ้าในไทยในมีแอพแบบนี้ก็จะสามารถแก้ปัญหาการกำจัดขยะด้วยวิธีไม่พึงประสงค์อย่างการเผาฟางได้ และยังเป็นช่องทางให้ธุรกิจได้ช่วยเหลือชุมชน เช่นกากกาแฟจากร้านกาแฟสามารถบริจาคให้กลุ่มแม่บ้านทำสบู่ เปลือกกล้วยจากร้านเบเกอรี่สามารถนำไปทำน้ำยาล้างจาน  ในขณะที่กระแสการลดใช้พลาสติกกำลังมาแรง เรามองข้ามปัญหา Food Waste ไปหรือเปล่า ทุกๆวินาที มี Food Waste ถูกทิ้งกว่า 66 ตัน ในขณะที่ 30% ของคนบนโลกอยู่ในภาวะอดอยาก สิ่งที่แอพ OLIO ทำนั้นแก้ปัญหาได้ไม่ถึง 1% ของขยะอาหารบนโลกใบนี้ ขยะ Food Waste อาจจะเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่รอคุณใช้ประโยชน์อยู่ก็ได้ เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง  ที่มาhttps://www.theguardian.com/careers/2019/apr/01/how-a-hippy-upbringing-inspired-this-entrepreneurs-food-sharing-app​https://disruptionhub.com/disruption50-in-focus-the-uks-most-disruptive-companies/

สื่อสารอย่างไรให้คนเชื่อในแบรนด์ Tech

     เพราะพื้นฐานสำคัญของการทำแบรนด์คือความเชื่อมั่นมั่นจากผู้บริโภค การทำแบรนด์เทคโนโลยีจึงท้าทายมากกว่าแบรนด์ประเภทอื่น เพราะยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่กลัวเทคโนโลยี หรือกลัวว่าเทคโนโลยีจะละเมิดข้อมูลส่วนตัว อย่าง Donald Trumph ก็ใช้ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวมาทำลายแบรนด์จีนในปี 2019 top 3 แบรนด์เทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงสุดคือ Amazon, Apple และ Google เคล็ดลับในการสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์เหล่านี้คืออะไร? วันนี้ Branding DIY ขอนำเสนอบทวิเคราะห์ของผู้บริหาร Dell ที่กล่าวว่าเทคนิคการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์เทคมีอยู่ 3 ข้อ ดังนี้ ใช้ “มนุษย์” ในการสร้างความเข้าใจ     การที่ผู้บริโภคเห็นว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีคือมนุษย์ ผู้บริโภคจะรู้สึกว่ามนุษย์มีอำนาจเหนือเทคโนโลยี ทำให้พวกเขาสบายใจขึ้น ดังนั้นแบรนด์ควรให้ผู้บริหาร หรือ Data Scientist คอยอธิบายและเน้นย้ำเสมอว่า เทคโนโลยีนี้ทำไปเพื่ออะไร และเบื้องหลังทำอย่างไร      ยกตัวอย่างแบรนด์ Facebook และ Amazon ที่มีแนวทางสื่อสารต่างกัน โดย Jeff Bezos ผู้บริหารของ Amazon นั้นออกมาอธิบายในสื่อเสมอว่ามีการใช้ AI เพื่อสร้าง Algorithm สำหรับผู้บริโภคแต่ละคน เพื่อให้ประสบการณ์การซื้อของดีขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเห็นเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสนใจ ไม่เกิด Information Overload ในขณะที่ Mark Zuckerberg แห่ง Facebook ไม่ออกมาอธิบายว่า Facebook เองก็ใช้ AI ในการเลือกโฆษณาให้ผู้บริโภคแต่ละคน สิ่งที่ Facebook ทำคือมีตัวเลือก “Why I see this?” อยู่ใต้โพสโฆษณาแล้วก็มีคำอธิบายยาวเหยียด (ที่แน่นอนว่าไม่มีใครอ่าน) ผลลัพธ์ก็ตามที่เราได้เห็น Facebook ถูกโจมตีจากหลายกระแสเรื่องการละเมิดความส่วนตัว ในขณะที่ Amazon สามารถขายเทคโนโลยี AI ได้อีกหลายรูปแบบ ถึงขนาดที่มีกล้องวงจรปิด Amazon AI ที่เดาว่าเราต้องการอะไร แล้วทำให้เราเลย เช่น ปิดไฟ ปิดทีวี ใน Amazon Smart Home เป็นต้น อย่าให้มนุษย์รู้สึกว่าถูกแย่งงาน     แน่นอนว่ามนุษย์กลัวตกงานเพราะเทคโนโลยี ถึงได้มีอคติ ในประเด็นนี้ Microsoft เองก็เคยผิดพลาดมาแล้ว ด้วยการประกาศว่า AI ของ Microsoft สามารถทำงานแทนเลขาส่วนตัว การสื่อสารออกไปแบบนั้นทำให้เกิดแรงต้านอย่างมาก แม้กระทั่งพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นเสมียนในบริษัท Microsoft เองก็ยังต่อต้าน ส่วน Dell นั้นเดินเกมส์อีกแบบ โดยสื่อสารออกไปในเชิงว่าโปรแกรมที่ Dell พัฒนาจะช่วยแบ่งเบาภาระของเลขา ให้มีเวลาทำในสิ่งที่สาระมากขึ้น เช่น โปรแกรมนี้จะช่วยคัดกรองเมลขยะ ช่วยตอบอีเมลที่น่าจะใช้คำตอบเดิมโดยอัตโนมัติ ช่วยลงตารางงานผ่านคำสั่งเสียง ช่วยจดบันทึกประชุม ซึ่งผลตอบรับที่ได้ดีกว่าโปรแกรมของ Microsoft มาก ทั้งๆที่เป็น่โปรแกรมเลขาเหมือนกัน สร้างสังคมนิยมเทคโนโลยี     ตัวชี้วัดความสำเร็จของเทคโนโลยีคือทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้น เครียดน้อยลง มีเวลาพัฒนาตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่ตกงานจนต้องไปปล้นฆ่าสร้างความวุ่นวาย ดังนั้นข้อความที่แบรนด์สื่อสารต้องบอกว่าสังคมจะดีขึ้นได้อย่างไรด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็น Super-Human สามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมๆกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย การสร้างภาพจำเหล่านี้ทำให้มนุษย์เปิดใจกับเทคโนโลยี และยินดีที่จะจ่ายให้กับเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ​ที่มาhttps://www.fastcompany.com/90361952/rebuilding-trust-between-human-and-advanced-technology

Brand แบบไหนที่โคตรสร้างแรงบันดาลใจ

       ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียด ทั้งข่าวสาร รถติด การงานการเรียน และความสัมพันธ์ แน่นอนว่าทุกคนต้องการแรงบันดาลใจเพื่อให้มีแรงต่อเดินไปยังเป้าหมายที่ฝันเอาไว้ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคจะ engage กับแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือสร้างความสุข สร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าอารมณ์ดีProphet ได้จัดทำแบบสอบถามผู้บริโภคว่า ในปี 2018 แบรนด์อะไรสร้างแรงบันดาลใจให้คุณมากที่สุด ซึ่งผู้ชนะคือ Pinterest เพราะช่วยให้ผู้คนได้ไอเดียใหม่ๆ รวมถึงการผลักดันให้สร้างโปรเจค เช่น การลดน้ำหนัก การทำอาหาร การรีโนเวทบ้านแบรนด์อื่นๆที่ได้รับการโหวตเป็นแบรนด์ที่สนับสนุนให้คนเรียนรู้ หรือทำอะไรใหม่ๆ เช่น Food Network (Content ทำอาหาร), Etsy (Platform ขายของ Handcraft), Lego และ FitbitProphet ได้แบ่งปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในการสร้างแรงบันดาลใจออกเป็น 3 ปัจจัย คือ แบรนด์ที่สร้างความสุขผ่านตัวละคร    แบรนด์ Pixar, Disney และ Marvel สร้างแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวของตัวละครด้วยเรื่องราวที่สมเหตุสมผล เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม การค้นหาตัวเอง การตามความฝัน และอีกหลายหลายเรื่องราวที่ทำให้ผู้ชมได้อะไรกลับไปคิดหลังจากชมภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ แบรนด์ที่เปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภค     สิ่งหนึ่งที่เรามักจะทำเวลาอารมณ์เสียคือหยิบหูฟังมาใส่และเปิดเพลงที่ชอบ เพราะดนตรีสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของมนุษย์ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Spotify ได้รับการเลือกเป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจเป็นอันดับ 7 เพราะไม่ใช่แค่การเปิดเพลงไปเรื่อยๆ แต่ยังมี Algorithm เพื่อสร้าง Content เพลงส่วนบุคคล และยังมีอัลบั้มเพลงตามอารมณ์อีกด้วย     สร้างแรงบันดาลใจผ่านผลิตภัณฑ์การสื่อสารและ Brand Story     Apple และ Nike เป็น 2 แบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านผลิตภัณฑ์และวิสัยทัศน์ แบรนด์ Apple ตั้งเป้าจะเป็น Revolution Creater แบรนด์นี้จึงถูกใจเหล่าคนรุ่นใหม่ที่มีความขบฎในตัว ส่วน Nike เองก็สร้างผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้คนก้าวข้ามขีดจำกัดหรือ Beat yourself ที่มา https://www.prophet.com/2018/10/which-brands-truly-inspire-the-2018-prophet-brand-relevance-index/http://panmore.com/apple-mission-statement-vision-statement​

เรียนรู้การผลิกฟื้นแบรนด์จาก Marvel​

​Marvel เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีรายได้รวมกว่า 5 แสนล้านบาทจากภาพยนตร์ 23 เรื่องในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา มาดูกันว่า อะไรคือเคล็ดลับการทำแบรนด์ จากสำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนที่เกือบล้มละลาย ให้กลายเป็นจักรวาล Superhero ที่เป็นที่รักของคนทั่วโลก กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ แต่ไม่เปลี่ยน Core Value ของแบรนด์ในช่วงปี Marvel 80s - 90s Marvel ประสบปัญหาทางการเงินหนักมาก เพราะรายได้หลักมาจากการขายหนังสือการ์ตูนลดลงเรื่อยๆตามเทรนด์ผู้บริโภค จนต้องขายลิขสิทธิ์ Deadpool Fantastic4 X-men และ Spiderman จนกระทั่ง Marvel ได้พบกับ David Maisel ที่ปรึกษาตัวพ่อจาก Boston Consulting Group ที่ไม่อยากเห็นตัวละครที่เขารักตายไป จึงขอสมัครงานในตำแหน่ง Producer และก่อตั้ง Marvel Studio ขึ้นมา โดยให้เหตุผลว่า ผู้คนยังคงต้องการ Superhero แต่ไม่ใช่ในรูปแบบหนังสืออีกต่อไปแล้วIronman เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ Marvel Studio และนั่นคือจุดเริ่มต้น ของ Marvel Cinematic Universe (MCU) ดึงคนที่ไม่มีประสบการณ์มาทำงาน?Marvel ต่างจากค่ายหนัง Superhero ค่ายอื่นตรงที่พวกเขาเลือก “Inexperienced Experienced People” หรือคนมีประสบการณ์ที่ไม่มีประสบการณ์ มาทำงาน คือพวกเขาชวน Director และคนเขียนบทจากภาพยนตร์ Genre อื่นๆ มาร่วมงาน ทั้ง ภาพยนตร์ตลก หนังรัก ดราม่า สยองขวัญ หนังสั้น มาร่วมกันสร้างความแปลกใหม่ให้กับ Superhero ทำให้พล็อตหนังเดิม ถูกนำเสนอแบบใหม่ โดนใจผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น (อย่างผู้กำกับ Thor: Ragnarok ก็เป็นผู้กำกับหนังตลกมาก่อน) แฟนหนัง Superhero จะรู้สึกได้เลยว่า Marvel Hero ต่างจาก Hero ค่ายอื่นๆเช่น Batman และ Superman ทำภาพยนตร์ให้คาดเดาไม่ได้ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือการ์ตูน คุณจะเห็นว่า MCU ได้ปรับ Character จากการ์ตูนสู่ภาพยนตร์เยอะมาก และคุณก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ อย่างที่เพิ่งประกาศออกมาว่า Thor คนต่อไปจะเป็นผู้หญิง กัปตันอเมริกาคนจะเป็นคนผิวสี หรืออย่าง MJ ใน Spiderman ที่ปรับ Character จากเด็กผู้หญิงผิวขาวผมแดงเป็นเด็กสาวเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน จากรายได้ของ Spiderman Homecoming และ Far from home ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการปรับบท MJ ไม่ทำให้อรรถรสของภาพยนตร์เสีย และทีม Casting ก็ให้เหตุผลว่าบท Marry Jane ที่เป็นเด็กมัธยมปลายเพ้อฝันอยากเป็นดารานั่นคือภาพเด็กสาวในอดีต แต่นักเรียนมัธยมปลายในปัจจุบันเป็นคนฉลาดและอยากรู้อยากเห็นแบบ MJ เวอชั่นนี้มากกว่า และถ้าไปดูโรงเรียน High School ในอเมริกาเราก็จะเห็นเด็กเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันมากมาย แล้วทำไม Zendaya จะเป็น MJ ไม่ได้ อ้างอิง https://hbr.org/ideacast/2019/07/business-lessons-from-how-marvel-makes-movieshttps://www.denofgeek.com/books-comics/marvel-comics/31510/female-thor-black-cap-marvel-s-history-of-shock-changes 

...
...

BLOG​

29/1 Piyaplace BLDG.
Lungsuan, Pathumwan Bangkok 10330

Email: 
center.extrasunday@gmail.com

Phone: 
+66 86 710 5020

OUR OFFICE